Tag Archives: อวกาศ

แถบดาวเคราะห์น้อย

แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt) คือวัตถุขนาดไม่คงที่และมีขนาด เล็ก, ใหญ่ แตกต่างกันไปแถบดาวเคราะห์น้อยเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ โคจรรอบเป็นแถบรอบดวงอาทิตย์ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยเป็นวัตถุที่หลงเหลือจากการกำเนิดระบบสุริยะ วัตถุที่เหลือเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ขนาดใหญ่และโคจรรอบๆดวงอาทิตย์ แถบดาวเคราะห์น้อยบางครั้งมีชื่อเรียกว่า แถบดาวเคราะห์หลัก ซึ่งยังมีกลุ่มดาวเคราะห์น้อยจำนวนหนึ่งที่ยังเกาะเป็นกลุ่มเล็กๆโคจรรอบๆดวงอาทิตย์เช่นกัน

ดาวเคราะห์น้อยมีขนาดที่แตกต่างกันบางครั้งถูกเรียกว่า อุกกาบาต ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ก้อนหินขนาดไม่กี่มิลลิเมตรจนถึงหลายกิโลเมตร ขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบจำนวน 4 ดวง คือ ซีรีส, เวสตา, พัลลัส และไฮเจีย สำหรับ ซีรีส ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดคือเส้นผ่าศูนย์กลาง 950 กิโลเมตรและถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แคระในปัจจุบัน วัตถุในดาวเคราะห์น้อยกระจายอยู่เบาบางมาก ซึ่งยาวอวกาศสามารถเดินทางผ่านไปได้โดยไม่เกิดการชนเลย บางครั้งเกิดการชนระหว่างดาวเคราะห์ทำให้เกิดเศษดาวเคราะห์น้อยที่โคจรอยู่รอบๆ บางครั้งเศษซากขนาดเล็กก็พุ่งเข้ามายังโลกและถูกเผาไหม้จนหมดเรียกว่า ดาวตก

ความแตกต่างระหว่างดาวหาง เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยและดาวหางจัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่ที่จริงแล้วดาวหางมีคาบการโคจรที่แตกต่างซึ่งมาจากแถบไคเปอร์และมีกลุ่มก๊าซที่ระเหยออกมาจากผิวดาวเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แต่ดาวเคราะห์น้อยไม่มีแสงในตัวเองและไม่มีก๊าซ ในอดีตมีความเชื่อว่า น้ำบนโลกเกิดจากดาวหางและดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกในช่วงกำเนิดระบบสุริยะ

ดาวหางใหญ่และการสังเกตการณ์

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวหางแล้วหลายพันดวง ส่วนใหญ่จะเป็นดาวหางคาบสั้นและมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องใช้กล้องส่องเท่านั้น มีการค้ยพบดาวหางขนาดใหญ่ในช่วงทศวรรษซึ่งจะมีการค้นพบสักประมาณ 1 ถึง 2 ดวง ส่วนใหญ่ดาวหางดังกล่าวนั้นจะมาจากกลุ่มเมฆออร์ต และแถบไคเปอร์ บริเวณถัดจากดาวพลูโต ซึ่งเป็นที่อยู่ของวัตถุขนาดใหญ่ ดาวหางใหญ่นี้จะสว่างมากเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์และมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 6 กิโลเมตรจนถึง 100 กิโลเมตร ดาวหางขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบแล้วเช่น ดาวหางเทมเพล 1 มีขนาดใหญ่ 6 กิโลเมตร , ดาวหางเฮล-บอบป์ ขนาดประมาณ 10 กิโลเมตร และดาวหางฮัลเลย์ เป็นต้น ดาวหางเหล่านี้มีคาบโคจรที่ยาวหลายสิบจึงจะปรากฏให้เห็นสักครั้งหนึ่ง

มีความเชื่อว่า ดาวหางนั้นจะนำความหายนะมาสู่มนุษย์อย่างเช่น ดาวหางเฮล-บอปป์ ปรากฏในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งการปรากฏของมันมีความเชื่อว่าหางของดาวกางนั้นประกอบด้วยสารพิษไซยาโนเจน ทำให้กลุ่มสาวกลัทธิเฮเวนส์ เกต ฆ่าตัวตายจำนวนมาก และการปรากฏของดาวหางฮัลเลย์นั้นจะนำพาความหายนะมาให้ ทั้งนี้แม้ว่าความเชื่อดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง แต่ในอดีตดาวหางนั้นเคยมีผลกระทบกับโลกมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลกอาจเคยถูกชนด้วยดาวหางขนาดใหญ่มาก และทฤษฎีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์อาจมีความเชื่อว่าเกิดจากดาวหางขนาดกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลก

ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์คอยเฝ้าสังเกตการณ์ดาวหางอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะดาวหางที่โคจรไม่คงที่อาจส่งผลต่อการพุ่งชนโลกในอนาคตได้

ดาวหาง ส่วนหนึ่งของอวกาศที่สวยงาม

การก่อกำเนิดระบบสุริยะนอกจากจะกำเนิดดาวเคราะห์ต่างๆแล้วยังเป็นการกำเนิดเศษซากจากจักรวาลที่สวยงาม ดาวหาง คือส่วนหนึ่งของระบบสุริยะเป็นวัตถุที่ปรากฏการณ์โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวเคราะห์ ดาวหางเชื่อว่าถือกำเนิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ และ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางคือส่วนหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษคือสามารถเกิดการระเหิดของแก๊สในตัวเองและปล่อยฝุ่นออกมา ฝุ่นที่ปล่อยออกมานั้นจะเป็นหางทอดยาวหลายล้านกิโลเมตร ดาวหางมีลักษณะคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยมีลักษณะไม่คงที่และรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ดาวหางมีคาบการโคจรที่มีลักษณะเป็นวงรีมีระยะการโคจรตั้งแต่สั้นจนถึงยาวนานหลายปี บางดวงอาจโคจรให้โลกเห็นเกือบพันปีเลยทีเดียว ดาวหางแบบนี้เรียกว่า ดาวหางคาบยาว

ในปี 2009 มีการรายงานค้นพบดาวหางแล้วกว่า 3,648 ดวง ส่วนใหญ่จะเป็นดาวหางคาบสั้นและมีขนาดไม่ใหญ่มาก สำหรับดาวหางคาบยาวนั้นมาจากบริเวณกลุ่มเมฆออร์ต ซึ่งมีขนาดใหญ่มากและมีคาบโคจรที่ยาว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีดาวหางที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกกว่าล้านดวง ซึ่งอยู่บริเวณกลุ่มเมฆออร์ต และแถบไคเปอร์ ดาวหางประกอบด้วย 3 ส่วน คือ นิวเคลียส โคม่า และ หาง ส่วนแรกคือ นิวเคลียส เป็นใจกลางซึ่งมีลักษณะเป็นของแข็งประกอบด้วยหินและน้ำแข็ง มีขนาดตั้งแต่ 0.5 ถึง 100 กิโลเมตร ส่วนที่สอง คือ โคม่า เป็นส่วนของแก๊สระเหยออกมาจากนิวเคลียสเมื่อโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ซึ่งจะมีขนาดตั้งแต่ 10 ถึง ล้านกิโลเมตร และสุดท้ายคือ หาง เป็นส่วนที่ประกอบด้วยก๊าซและฝุ่นที่ระเหยออกมาจากนิวเคลียสซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 100 – 10 ล้านกิโลเมตร

ดาวเสาร์ ดาวเคราะห์ที่สวยที่สุด

ดาวเสาร์ เป็น ดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ของระบบสุริยะและเป็นดาวเคราะห์ชั้นนอกซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนก๊าซ ดาวเสาร์มีลักษณะเฉพาะตัวและความสวยงามที่สุดคือ วงแหวน ที่เห็นได้เด่นชัดกว่าดาวเคราะห์ชั้นนอกดวงอื่นๆ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก ดาวพฤหัสบดี และมีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 95 เท่า ดาวเสาร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120,536 กิโลเมตร มีลักษณะกลมแป้นและเป็นดาวเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองเร็วที่สุด การหมุนเร็วที่สุดของดาวเสาร์นั้นส่งผลต่อ ดวงจันทร์บริวารที่มีลักษณะกลมแป้นเช่นกันแต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ส่วนใหญ่นั้นดาวเคราะห์ชั้นนอกนั้นจะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซและมีขนาดใหญ่ รวมถึงมีวงแหวนด้วย แต่ดาวเสาร์เป็นดาวเพียงดวงเดียวที่มีวงแหวนมากที่สุดและเห็นชัดที่สุด ซึ่งยานแคสซินี ได้เก็บภาพของดาวเสาร์ในระยะใกล้ที่สุดประมาณ 6.3 ล้านกิโลเมตร และส่งมายังโลก

ดาวเสาร์ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซส่วนใหญ่ แม้ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าโลกมากแต่ดาวเสาร์กลับมีมวลความหนาแน่นเฉลี่ยเพียง 0.70 กรัม/ลบ.ซม. ซึ่งเป็นมวลที่น้อยกว่าน้ำ ดังนั้นหากเปรียบเทียบอีกอย่างคือ ดาวเสาร์ สามารถลอยน้ำได้นั่นเอง วงแหวนของดาวเสาร์นั้นประกอบด้วยฝุ่นและก้อนน้ำแข็ง คาดว่าน่าจะมาจากเศษซากที่เหลือจากการกำเนิดระบบสุริยะ วงแหวนของดาวเสาร์นั้นเป็นสะสาร ฝุ่นผง น้ำแข็ง ที่มีขนาดแตกต่างกันไปตั้งแต่ ไม่กี่มิลลิเมตร จนถึง ขนาดหลายกิโลเมตร โดยวงแหวนเหล่านี้จะโคจรไปรอบดาวเสาร์ ซึ่งวัตถุดังกว่างมีความกว้างประมาณ 80,000 กิโลเมตร หนาถึง 500 กิโลเมตร และสามารถมองเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์บนโลก

ดาวเคราะห์ ซีรีส

ซีรีส เป็นชื่อของดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยชั้นใน และเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบในแถบดาวเคราะห์น้อย ซีรีส ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อว่า จูเซปเป ปีอาซซี ซึ่งพบมันโดยบังเอิญเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 1801 ขณะที่เขากำลังส่องกล้องเพื่อสำรวจแถบดาวเคราะห์น้อย ซีรีสถูกตั้งชื่อตาม เทพีของโรมันชื่อว่า ซีรีส ซึ่งเป็นเทพีแห่งการปลูกพืชและการเก็บเกี่ยว รวมถึง เป็นเทพีแห่งความรักความเมตตาด้วย ในช่วงแรกการค้นหาดาวเคราะห์น้อยยังไม่เริ่มการค้นหาเท่าใดนัก ซึ่งมีความเชื่อว่าอาจมีดาวเคราะห์ที่อยู่ระหว่างดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี ในช่วงปี 1800 มีการค้นพบแถบดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้น ซีรีส ยังไม่ถูกค้นพบ

จูเซปเป ปีอาซซี นักดาราศษสตร์ชาวอิตาลี จากสถาบันปาเลอร์โม ซิซิลี ได้รับเชิญมาร่วมการค้นหาดาวเคราะห์น้อยด้วย โดยเขาก็ได้ค้นพบดาวเคราะห์ซีรีสโดยบังเอิญ ขณะที่เขากำลังค้นหาดาวฤกษ์โดยตอนแรกเขาพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่งขนาดใหญ่และมีแสงสว่างที่น้อยมาก ตอนแรกเขาคิดว่ามันคือดาวหาง แต่มันไม่มีกลุ่มก๊าซพวยพุ่งออกมาจากดาว ปีอาซซีสังเกตซีรีสรวม 24 ครั้ง จนในที่สุดของได้ประกาศการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ชื่อว่า ซีรีส เมื่อวันที่ 24 มกราคม ปี 1801 ซีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร โคจรระหว่างดาวอังคารและดวงอาทิตย์ ซึ่งถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุด และปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นดาวเคราะห์แคระแล้ว

โลกและสิ่งมีชีวิต

    ในอดีตนานมาแล้ว โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการะเบิดครั้งใหญ่ของเอกภพ เศษละลองและฝุ่นจำนวนมากเริ่มจับตัว และก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์หิน เมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีก่อน โลกยังมีลักษณะเป็นหินแข็งและมีลาวาหลอมละลายอยู่ทั่วโลก

โลกในยุคแรกถูกปกคลุ่มด้วยลาวาและการระเบิดของภูเขาไฟ รวมไปถึงการพุ่งชนของอุกกาบาตจำนวนมาก การชนก่อให้เกิดฝุ่นละอองพุ่งขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก   ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทร นานนับพันปีน้ำฝนก็กลายเป็น มหาสมุทร และแม่น้ำ

หลังการก่อตัวของมหาสมุทรไม่นาน โลกก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา เริ่มตั้งแต่การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก การก่อกำเนิดภูเขา สำหรับการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนั้น เป็นเรื่องตอบยาก ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไรและสาเหตุใด นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าในยุคแรกเริ่มของโลกประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนในปริมาณมาก และสามารถรวมตัวกับก๊าซอื่นๆในบรรยากาศ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ นานๆเข้าสารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลซับซ้อน และถือกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิต ในยุคแรกๆสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นในทะเลและเป็นสัตว์เซลล์เดียว