Author Archives: adminsforit

ดาวหางใหญ่และการสังเกตการณ์

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวหางแล้วหลายพันดวง ส่วนใหญ่จะเป็นดาวหางคาบสั้นและมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องใช้กล้องส่องเท่านั้น มีการค้ยพบดาวหางขนาดใหญ่ในช่วงทศวรรษซึ่งจะมีการค้นพบสักประมาณ 1 ถึง 2 ดวง ส่วนใหญ่ดาวหางดังกล่าวนั้นจะมาจากกลุ่มเมฆออร์ต และแถบไคเปอร์ บริเวณถัดจากดาวพลูโต ซึ่งเป็นที่อยู่ของวัตถุขนาดใหญ่ ดาวหางใหญ่นี้จะสว่างมากเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์และมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 6 กิโลเมตรจนถึง 100 กิโลเมตร ดาวหางขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบแล้วเช่น ดาวหางเทมเพล 1 มีขนาดใหญ่ 6 กิโลเมตร , ดาวหางเฮล-บอบป์ ขนาดประมาณ 10 กิโลเมตร และดาวหางฮัลเลย์ เป็นต้น ดาวหางเหล่านี้มีคาบโคจรที่ยาวหลายสิบจึงจะปรากฏให้เห็นสักครั้งหนึ่ง

มีความเชื่อว่า ดาวหางนั้นจะนำความหายนะมาสู่มนุษย์อย่างเช่น ดาวหางเฮล-บอปป์ ปรากฏในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งการปรากฏของมันมีความเชื่อว่าหางของดาวกางนั้นประกอบด้วยสารพิษไซยาโนเจน ทำให้กลุ่มสาวกลัทธิเฮเวนส์ เกต ฆ่าตัวตายจำนวนมาก และการปรากฏของดาวหางฮัลเลย์นั้นจะนำพาความหายนะมาให้ ทั้งนี้แม้ว่าความเชื่อดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง แต่ในอดีตดาวหางนั้นเคยมีผลกระทบกับโลกมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลกอาจเคยถูกชนด้วยดาวหางขนาดใหญ่มาก และทฤษฎีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์อาจมีความเชื่อว่าเกิดจากดาวหางขนาดกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลก

ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์คอยเฝ้าสังเกตการณ์ดาวหางอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะดาวหางที่โคจรไม่คงที่อาจส่งผลต่อการพุ่งชนโลกในอนาคตได้

ดาวหาง ส่วนหนึ่งของอวกาศที่สวยงาม

การก่อกำเนิดระบบสุริยะนอกจากจะกำเนิดดาวเคราะห์ต่างๆแล้วยังเป็นการกำเนิดเศษซากจากจักรวาลที่สวยงาม ดาวหาง คือส่วนหนึ่งของระบบสุริยะเป็นวัตถุที่ปรากฏการณ์โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวเคราะห์ ดาวหางเชื่อว่าถือกำเนิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ และ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางคือส่วนหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษคือสามารถเกิดการระเหิดของแก๊สในตัวเองและปล่อยฝุ่นออกมา ฝุ่นที่ปล่อยออกมานั้นจะเป็นหางทอดยาวหลายล้านกิโลเมตร ดาวหางมีลักษณะคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยมีลักษณะไม่คงที่และรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ดาวหางมีคาบการโคจรที่มีลักษณะเป็นวงรีมีระยะการโคจรตั้งแต่สั้นจนถึงยาวนานหลายปี บางดวงอาจโคจรให้โลกเห็นเกือบพันปีเลยทีเดียว ดาวหางแบบนี้เรียกว่า ดาวหางคาบยาว

ในปี 2009 มีการรายงานค้นพบดาวหางแล้วกว่า 3,648 ดวง ส่วนใหญ่จะเป็นดาวหางคาบสั้นและมีขนาดไม่ใหญ่มาก สำหรับดาวหางคาบยาวนั้นมาจากบริเวณกลุ่มเมฆออร์ต ซึ่งมีขนาดใหญ่มากและมีคาบโคจรที่ยาว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีดาวหางที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกกว่าล้านดวง ซึ่งอยู่บริเวณกลุ่มเมฆออร์ต และแถบไคเปอร์ ดาวหางประกอบด้วย 3 ส่วน คือ นิวเคลียส โคม่า และ หาง ส่วนแรกคือ นิวเคลียส เป็นใจกลางซึ่งมีลักษณะเป็นของแข็งประกอบด้วยหินและน้ำแข็ง มีขนาดตั้งแต่ 0.5 ถึง 100 กิโลเมตร ส่วนที่สอง คือ โคม่า เป็นส่วนของแก๊สระเหยออกมาจากนิวเคลียสเมื่อโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ซึ่งจะมีขนาดตั้งแต่ 10 ถึง ล้านกิโลเมตร และสุดท้ายคือ หาง เป็นส่วนที่ประกอบด้วยก๊าซและฝุ่นที่ระเหยออกมาจากนิวเคลียสซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 100 – 10 ล้านกิโลเมตร

ดาวเสาร์ ดาวเคราะห์ที่สวยที่สุด

ดาวเสาร์ เป็น ดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ของระบบสุริยะและเป็นดาวเคราะห์ชั้นนอกซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนก๊าซ ดาวเสาร์มีลักษณะเฉพาะตัวและความสวยงามที่สุดคือ วงแหวน ที่เห็นได้เด่นชัดกว่าดาวเคราะห์ชั้นนอกดวงอื่นๆ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก ดาวพฤหัสบดี และมีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 95 เท่า ดาวเสาร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120,536 กิโลเมตร มีลักษณะกลมแป้นและเป็นดาวเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองเร็วที่สุด การหมุนเร็วที่สุดของดาวเสาร์นั้นส่งผลต่อ ดวงจันทร์บริวารที่มีลักษณะกลมแป้นเช่นกันแต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ส่วนใหญ่นั้นดาวเคราะห์ชั้นนอกนั้นจะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซและมีขนาดใหญ่ รวมถึงมีวงแหวนด้วย แต่ดาวเสาร์เป็นดาวเพียงดวงเดียวที่มีวงแหวนมากที่สุดและเห็นชัดที่สุด ซึ่งยานแคสซินี ได้เก็บภาพของดาวเสาร์ในระยะใกล้ที่สุดประมาณ 6.3 ล้านกิโลเมตร และส่งมายังโลก

ดาวเสาร์ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซส่วนใหญ่ แม้ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าโลกมากแต่ดาวเสาร์กลับมีมวลความหนาแน่นเฉลี่ยเพียง 0.70 กรัม/ลบ.ซม. ซึ่งเป็นมวลที่น้อยกว่าน้ำ ดังนั้นหากเปรียบเทียบอีกอย่างคือ ดาวเสาร์ สามารถลอยน้ำได้นั่นเอง วงแหวนของดาวเสาร์นั้นประกอบด้วยฝุ่นและก้อนน้ำแข็ง คาดว่าน่าจะมาจากเศษซากที่เหลือจากการกำเนิดระบบสุริยะ วงแหวนของดาวเสาร์นั้นเป็นสะสาร ฝุ่นผง น้ำแข็ง ที่มีขนาดแตกต่างกันไปตั้งแต่ ไม่กี่มิลลิเมตร จนถึง ขนาดหลายกิโลเมตร โดยวงแหวนเหล่านี้จะโคจรไปรอบดาวเสาร์ ซึ่งวัตถุดังกว่างมีความกว้างประมาณ 80,000 กิโลเมตร หนาถึง 500 กิโลเมตร และสามารถมองเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์บนโลก

ดาวเคราะห์ ซีรีส

ซีรีส เป็นชื่อของดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยชั้นใน และเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบในแถบดาวเคราะห์น้อย ซีรีส ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อว่า จูเซปเป ปีอาซซี ซึ่งพบมันโดยบังเอิญเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 1801 ขณะที่เขากำลังส่องกล้องเพื่อสำรวจแถบดาวเคราะห์น้อย ซีรีสถูกตั้งชื่อตาม เทพีของโรมันชื่อว่า ซีรีส ซึ่งเป็นเทพีแห่งการปลูกพืชและการเก็บเกี่ยว รวมถึง เป็นเทพีแห่งความรักความเมตตาด้วย ในช่วงแรกการค้นหาดาวเคราะห์น้อยยังไม่เริ่มการค้นหาเท่าใดนัก ซึ่งมีความเชื่อว่าอาจมีดาวเคราะห์ที่อยู่ระหว่างดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี ในช่วงปี 1800 มีการค้นพบแถบดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้น ซีรีส ยังไม่ถูกค้นพบ

จูเซปเป ปีอาซซี นักดาราศษสตร์ชาวอิตาลี จากสถาบันปาเลอร์โม ซิซิลี ได้รับเชิญมาร่วมการค้นหาดาวเคราะห์น้อยด้วย โดยเขาก็ได้ค้นพบดาวเคราะห์ซีรีสโดยบังเอิญ ขณะที่เขากำลังค้นหาดาวฤกษ์โดยตอนแรกเขาพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่งขนาดใหญ่และมีแสงสว่างที่น้อยมาก ตอนแรกเขาคิดว่ามันคือดาวหาง แต่มันไม่มีกลุ่มก๊าซพวยพุ่งออกมาจากดาว ปีอาซซีสังเกตซีรีสรวม 24 ครั้ง จนในที่สุดของได้ประกาศการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ชื่อว่า ซีรีส เมื่อวันที่ 24 มกราคม ปี 1801 ซีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร โคจรระหว่างดาวอังคารและดวงอาทิตย์ ซึ่งถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุด และปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นดาวเคราะห์แคระแล้ว

ซุปเปอร์มูน (Super Moon)

     ซุปเปอร์มูน (Super Moon) เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์คือ ดวงจันทร์วันเพ็ญที่โคจรใกล้โลกมากที่สุด โดยส่วนใหญ่ระยะห่างของโลกกับดวงจันทร์อยู่ระหว่าง 354,000 และ 410,000 กิโลเมตร เนื่องจากวงโคจรรูปวงรีของดวงจันทร์

ซุปเปอร์มูน เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์นั้นโคจรเข้ามาใกล้โลกมาก จึงทำให้เห็นเป็นดวงจันทร์ที่กลมโตกว่าปกติ ปรากฏการณ์ซุปเปอร์มูนที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2016 เนื่องจากดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากเป็นพิเศษด้วยระยะห่างจากโลกเพียง 356,509 กิโลเมตร ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลก 384,402 กิโลเมตร

เนื่องจากดวงจันทร์มีผลต่อการเกิดน้ำขึ้น-น้ำลง บนโลก จึงมีการนำซุปเปอร์มูนมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ แต่การคาดคะเนนั้นมีความหนักแน่นน้อยมาก เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีผลกระทบทำให้เกิดแผ่นดินไหว หรือ คลื่นสึนามิ มีการโต้แย้งว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้งได้เกิดขึ้นในปีที่เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูนขึ้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มมากขึ้นของดวงจันทร์ แต่เหตุผลนี้ไม่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อว่า ภัยพิบัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นตรงกับการเกิดซุปเปอร์มูน อย่างเช่น

การเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ มหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนซุปเปอร์มูน 2 สัปดาห์ แต่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 นั้นดวงจันทร์โคจรไกลโลกที่สุด จึงเป็นไม่ได้ที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพราะซุปเปอร์มูน หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ที่โทโฮกุ ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 และเกิดซุปเปอร์มูนหลังจากนั้น 8 วัน แต่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ดวงจันทร์โคจรไกลโลกที่สุดระยะราว 400,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลกว่าโลกกับดวงจันทร์เสียอีกดังนั้นการเกิดซุปเปอร์มูนนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่อย่างใด

 

อาทิตย์เที่ยงคืน

  อาทิตย์เที่ยงคืน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาชมยากเนื่องจากเกิดขึ้นบริเวณเขตขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป อเมริกา และแถบแอนตาร์กติกา ซึ่งมีลักษณะคือเรายังคงมอง ดวงอาทิตย์ในตอนกลางคืน หรือ เวลาเที่ยงคืน โดยมีโอกาสตามสภาพอากาศ ดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้สำหรับอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ดวงอาทิตย์เที่ยงคืนที่อาจเกิดขึ้นในจำนวนวันที่ไม่แน่นอน เนื่องจากไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ถาวรทางตอนใต้ของขั้วโลกเหนือ ดังนั้นประเทศและดินแดนที่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์เที่ยงคืนได้จะจำกัดให้คนข้ามเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เช่น แคนาดา, รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา, เดนมาร์ค, นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์, รัสเซีย, ไอซ์แลนด์ โดยดินแดนของ นอร์เวย์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาร์กติกเซอร์เคิลเป็นจุดที่ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตกดินเป็นเวลายาวนานที่สุดถึง 73 วัน ในช่วงฤดู​​ร้อนในเมืองสฟาลบาร์

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโลกกลมและหมุนรอบแกนของตัวเอง พร้อมโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย โดยจะเอียงแกนเอาขั้วโลกเหนือ-ใต้ สลับเข้าหาดวงอาทิตย์ชั่วระยะหนึ่งใช้เวลาเท่าๆ กันคือประมาณ 4-6 เดือน ระหว่างที่โลกหันเอาขั้วนั้นเข้าหาดวงอาทิตย์จะเป็นฤดูร้อน

เมื่อโลกเอียงเอาขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ขั้วโลกเหนือจะได้รับแสงสว่างและความร้อนเต็มที่ สว่างอยู่เป็นเวลา 24 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นเวลานับเดือน จะเห็นอาทิตย์โคจรเป็นทางโค้งอยู่เหนือขอบฟ้า ขึ้นสูงพ้นยอดไม้ และค่อยลดต่ำลงจนเกือบจดขอบฟ้า แต่จะไม่ลับขอบฟ้าไปเสียเลยทีเดียว ก่อนกลับสูงขึ้นไปอีกในตอนเที่ยงคืน ทำให้มีแสงสว่างสาดเป็นทาง ต้นไม้มีเงายาวทอดออกไปตามพื้นดิน คล้ายอาทิตย์ในยามเช้าหรือยามเย็น

ขณะเดียวกัน ฝั่งตรงข้ามคือขั้วโลกใต้จะมืดมิด อากาศหนาวจัดตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อนับเป็นเดือนเช่นกัน แต่เมื่อโลกเอียงเอาขั้วโลกใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้ก็จะสว่างเป็นเวลานาน และมีปรากฏการณ์เห็นดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงคืนเช่นกัน

ลูกไฟที่ป่าทังกัสกา ปริศนาที่ยังไม่ได้คำตอบ

     ในอดีตกว่า 100 ปี บริเวณตอนเหนือของรัสเซียในปัจจุบัน เป็นป่าขนาดใหญ่มาก กินเนื้อที่เกือบ 1 ใน 4 ของรัสเซีย ป่าที่มีชื่อว่า ทังกัสกา เกิดเหตุการณ์ระเบิดยังไม่ทราบสาเหตุ แรงระเบิดในครั้งนั้นนับว่ามีความรุนแรงมากทำให้ป่ากว่า 2000 ตารางกิโลเมตรได้รับความเสียหายยังหนัก ยังมีการถกเถียงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

วันที่ 30 มิถุนายน ปี 1908 ในช่วงเวลาเช้า-มืด เกิดมีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งลงมาระเบิดเหนือพื้นดินดังกล่าวราว 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก การระเบิดทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ประมาณการว่า การระเบิดนี้มีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ระหว่าง 5 เมกะตัน  ถึง 30 เมกะตัน หรือประมาณ 1,000 เท่า ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศ การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่แมกนิจูด 5.0 ทำลายต้นไม้ประมาณ 80 ล้านต้น กินอาณาบริเวณประมาณ 2,150 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรุนแรงกว่าเหตุการณ์อุกาบาตรตกในรัสเซียเมื่อปี 2013 หลายเท่า

ผลกระทบหลังจากเหตุการณ์นี้นับว่ารุนแรงมาก แต่โชคดีเพราะในบริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่จึงไม่มีการสูญเสียชีวิต 10 ปีต่อมามีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณดังกล่าวมีทฤษฏีเชื่อว่า เกิดจากเศษอุกกาบาตที่แตกตัวออกมาจากดาวหาง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กล่าวราวๆ 5-30 เมตรซึ่งขนาดดังกล่าวยืนยันไม่แน่นอน จากการค้นพบธาตุนิเกิ้ล และ อิริเดียม กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งธาตุนี้จะพบมากในอุกกาบาตและดาวหาง แม้ว่าการปะทะจะเป็นการปะทะเหนือพื้นดินและมีความรุนแรงน้อยกว่าการตกกระทบบนพื้นดิน แต่ก็นับว่าเป็นการปะทะในรูปแบบหนึ่ง

โอลิมปัสมอส ภูเขาไฟลูกใหญ่แห่งระบบสุริยะ

   บนโลกมีภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ มัวนาโลอา บนเกาะฮาวาย แต่ก็ไม่สามารถโค่นภูเขาไฟอีกลูกที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า นั่นคือ โอลิมปัสมอส (Olympus Mons)ภูเขาไฟลูกนั้นตั้งอยู่บน ดาวอังคาร

  โอลิมปัสมอส (Olympus Mons) เป็นภูเขาไฟรูปโล่ขนาดใหญ่ ที่มีฐานกว้างถึง 350 ไมล์ หรือ ราว 500 กิโลเมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 25 กิโลเมตร สูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสถึง 2 เท่า และเป็น 1 ใน 3 ภูเขาไฟเพียง 3 ลูกบนดาวอังคารเท่านั้น นอกจากมันจะใหญ่และสูงมากแล้ว ภูเขาไฟลูกนี้จัดว่ามีอายุน้อยที่สุด ภูเขาไฟลูกนี้ถูกค้นพบครั้งแรก ในศตวรรษที่ 19 โดยครั้งแรกพวกเขาคิดว่ามันคือภูเขาธรรมดาเท่านั้น จนเมื่อ ยานมาริเนอร์ 9 ยานอวกาศไร้คนขับได้เดินทางไปสำรวจดาวอังคาร ที่ได้ถ่ายรูปส่งมายังโลกจึงได้คำตอบว่า นี้ไม่ใช่ภูเขาธรรมดามันคือ ภูเขาไฟ

ในปี 2013 ได้มีการสำรวจและเก็บภาพบริเวณภูเขาไฟอีกครั้งโดยยานชื่อว่า Mars Expressและค้นพบปรากฏการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คือ ปรากฏการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่, ลาวาหลาก และผลจากแรงกระทำในการแปรสัณฐาน โดยใช้กล้องถ่ายภาพ 3 มิติที่มีความละเอียดสูงมาก จากหลักฐานพบว่า เกิดการถล่มครั้งใหญ่ของดิน การยุบตัวลงหรือการพังทลายอย่างรุนแรงของพื้นดินเชิงเขาที่มีระดับความสูงไม่มากการยุบตัวดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างหินเชิงเขาที่ทรุดโทรมลง อาจเป็นเพราะผลจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดิน ในขณะที่เกิดการยุบตัวนั้น  เศษหินและดินได้เลื่อนถล่มจนมาหยุดอยู่ในบริเวณที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร บนที่ราบโดยรอบภูเขาไฟ

ดวงจันทร์ เพื่อนบ้านที่ใกล้โลกที่สุด

 ดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นดวงตาเปล่า แต่ดวงจันทร์ไม่มีแสงในตัวเอง เราสามารถมองเห็นได้เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องกระทบดวงจันทร์ ดวงจันทร์นั้นเป็นบริวารของโลกเรา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,800 กิโลเมตร มีระยะห่างจากโลกประมาณ 384,000 กิโลเมตร

มีข้อสันนิฐานว่า ดวงจันทร์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับโลกโดยมีทฤษฎีที่มีน้ำหนักที่สุดคือ อาจมีวัตถุขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลก เมื่อ 4,500 ล้านปีก่อนการชนทำให้เศษซากจำนวนมหาศาลกระเด็นออกจากโลก ต่อมาเศษซากเหล่านั้นเริ่มจับตัวกันเป็นดาวเคราะห์ และโดนแรงโน้มถ่วงของโลกดึงเอาไว้ ก่อเกิดเป็นดวงจันทร์ในที่สุด

ดวงจันทร์ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเองที่ได้จังหวะพอดีกับวิถีการโคจรรอบโลก ซึ่งเมื่อเรามองดวงจันทร์จากพื้นโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียวตลอดเวลา ในประวัติศาสตร์ยุคแรกของดวงจันทร์ การหมุนของมันช้าและกลายเป็นถูกล็อกอยู่ในลักษณะนี้ เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ความฝืด และมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงบนโลก ฉะนั้นดวงจันทร์จึงมีส่วนสำคัญต่อการเกิดปรากฏการณ์ น้ำขึ้น-น้ำลง บนโลก

ดวงจันทร์นับว่ามีการสำรวจและศึกษามากที่สุด ในปี 1969 นาซ่าได้ส่งยานอวกาศส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ นั้นคือ นีล อาร์มสตรอง และ บัซซ์อัลล์ดาริน สองนักบินอวกาศแรกที่ได้ไปบนพิ้นผิวดวงจันทร์ และนำตัวอย่างหินและดินกลับมายังโลกเพื่อทำการศึกษา ลักษณะพื้นผิวบนดวงจันทร์นั้นเป็นแอ่งและมีหลุมอุกกาบาตอยู่มาก พื้นผิวบนดวงจันทร์ที่มองด้วยตาเปล่าเห็นเป็นสีคล้ำ คือที่ราบบนดวงจันทร์หรือเรียกว่า “ทะเล” บนดวงจันทร์

โลกและสิ่งมีชีวิต

    ในอดีตนานมาแล้ว โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการะเบิดครั้งใหญ่ของเอกภพ เศษละลองและฝุ่นจำนวนมากเริ่มจับตัว และก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์หิน เมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีก่อน โลกยังมีลักษณะเป็นหินแข็งและมีลาวาหลอมละลายอยู่ทั่วโลก

โลกในยุคแรกถูกปกคลุ่มด้วยลาวาและการระเบิดของภูเขาไฟ รวมไปถึงการพุ่งชนของอุกกาบาตจำนวนมาก การชนก่อให้เกิดฝุ่นละอองพุ่งขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก   ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทร นานนับพันปีน้ำฝนก็กลายเป็น มหาสมุทร และแม่น้ำ

หลังการก่อตัวของมหาสมุทรไม่นาน โลกก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา เริ่มตั้งแต่การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก การก่อกำเนิดภูเขา สำหรับการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนั้น เป็นเรื่องตอบยาก ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไรและสาเหตุใด นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าในยุคแรกเริ่มของโลกประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนในปริมาณมาก และสามารถรวมตัวกับก๊าซอื่นๆในบรรยากาศ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ นานๆเข้าสารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลซับซ้อน และถือกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิต ในยุคแรกๆสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นในทะเลและเป็นสัตว์เซลล์เดียว